Author Archives: pinkprice7

About pinkprice7

บอร์ดแห้งกับบอร์ดเปียก ต่างกันยังไงใน Texas Holdem เมื่อไล่ลงมาอีกระดับ Flush คือไพ่ 5 ใบดอกเดียวกันแต่ไม่จำเป็นต้องเรียง เช่น A-10-8-4-2 ดอกโพดำ ส่วน มือไพ่ที่เกิดบ่อยที่สุด คือไพ่ 5 ใบเรียงกันแต่ไม่จำเป็นต้องดอกเดียวกัน เช่น 7-8-9-10-J ต่างดอกก็ได้ ถัดมาคือ Three of a Kind หรือไพ่ตอง จากนั้น Two Pair คือมีสองคู่ One Pair คือมีคู่เดียว และสุดท้ายคือ High Card ซึ่งหมายถึงไม่มีมืออะไรเลย ต้องวัดกันที่ไพ่สูงสุดที่ถืออยู่ การรู้เพียงว่าอะไรเหนือกว่าอะไรยังไม่พอ เพราะตอนเล่นจริงคุณต้องดูว่ามือที่ได้เป็นมือสำเร็จหรือเป็นมือที่ยังมีโอกาสพัฒนา เช่น มี draw ต่างๆ หรือมี board ที่เปิดทางให้คู่แข่งมีโอกาสเหนือกว่าเรา    เริ่มจากพื้นฐานที่สำคัญที่สุดก่อน ลำดับไพ่เท็กซัสโฮลเอ็มหรือ poker hand ranking แบบมาตรฐานมีทั้งหมด 10 มือ เรียงจากแรงที่สุดไปอ่อนที่สุดคือ Royal Flush, Straight Flush, Four of a Kind, Full House, Flush, Straight, Three of a Kind, Two Pair, One Pair และ High Card ถ้าคุณจำลำดับนี้ได้ คุณจะเริ่มมองเกมออกทันทีว่ามือที่ถืออยู่แข็งแรงแค่ไหน และควรเล่นแบบไหนในแต่ละสถานการณ์ มือที่แข็งที่สุดคือ Royal Flush ซึ่งเป็น A-K-Q-J-10 ดอกเดียวกันทั้งหมด ถือเป็นมือที่หายากมากจนแทบไม่ได้เห็นบ่อยในการเล่นจริง ต่อมาคือ Straight Flush คือไพ่เรียงกัน 5 ใบและดอกเดียวกัน เช่น 5-6-7-8-9 โพแดง ถัดลงมาคือ Four of a Kind หรือสี่ใบเลขเดียวกัน เช่น Q-Q-Q-Q ตามด้วย Full House ซึ่งเป็น 3 ใบเลขเดียวกันบวกอีก 2 ใบเลขเดียวกัน เช่น K-K-K-7-7 หลายคนมือใหม่มักสับสนว่าฟลัชกับฟูลเฮาส์อันไหนแรงกว่า แต่จำไว้เลยว่า Full House แรงกว่า Flush เสมอ    พอเริ่มเข้าใจมือแล้ว ขั้นต่อไปที่สำคัญมากคือการมองเกมผ่านโป๊กเกอร์ความน่าจะเป็นหรือ equity poker hands คุณควรรู้ว่ามือที่ถืออยู่มีโอกาสชนะมากน้อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับช่วงมือของคู่แข่ง ตัวอย่างเช่น pocket pair ใหญ่ ๆ อย่าง KK มักมี equity ดีมากเมื่อเจอกับไพ่สุ่ม ส่วน suited connector อย่าง J♠T♠ ก็มีมูลค่าเพราะสามารถต่อยอดไปเป็น Straight หรือ Flush ได้ ความเข้าใจเรื่อง equity จะทำให้คุณไม่เล่นแบบเดา แต่เล่นบนพื้นฐานของโอกาสจริง นอกจากนี้ยังมีคำว่า outs ซึ่งหมายถึงไพ่ที่ยังสามารถช่วยให้คุณติดมือที่ต้องการได้ เช่น flush draw มักมี 9 outs สำหรับการทำ Flush ส่วน open-ended straight draw มักมี 8 outs การรู้ outs ทำให้คุณประเมินได้ว่า call คุ้มไหม หรือควรหมอบในจังหวะนั้น    ต่อมาคือ Three of a Kind หรือเรียกง่ายๆ ว่าตอง เช่น 8-8-8-x-x ถัดลงมาเป็น Two Pair หรือสองคู่ เช่น A-A-8-8-x และนี่คือจุดที่หลายคนมักเริ่มเปรียบเทียบผิด โดยเฉพาะคำถามยอดนิยมว่า two pair vs three of a kind ใครแรงกว่า คำตอบคือ three of a kind แรงกว่าเสมอ ถึงแม้ two pair จะดูสวยหรือดู “คู่เยอะกว่า” แต่ในการจัดลำดับไพ่จริง ตองมีค่าน้ำหนักมากกว่า เพราะเกิดยากกว่าและมีความแข็งแรงโดยรวมสูงกว่า One Pair หรือคู่เดียว เช่น K-K-x-x-x เป็นมือที่เจอบ่อยที่สุดในบรรดามือที่มีการทำ pair มือแบบนี้อาจดูธรรมดา แต่ในหลายสถานการณ์ก็ชนะได้ด้วย kicker ที่ดี ส่วน High Card คือมือที่ไม่มีอะไรเลย ไม่ได้ pair ไม่ได้เรียง ไม่ได้ดอกเดียวกัน ก็จะตัดสินกันที่ไพ่สูงสุด ไล่ลงมาเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอใบที่สูงกว่ากัน    ถัดลงมาคือ Straight Flush ซึ่งเป็นไพ่เรียง 5 ใบและดอกเดียวกัน เช่น 5-6-7-8-9 โพดำ มือแบบนี้ก็แรงมากเช่นกัน เพราะต้องครบทั้งเงื่อนไข “เรียง” และ “ดอกเดียวกัน” พร้อมกัน จึงเกิดยากมาก Four of a Kind หรือตองสี่ คือไพ่ 4 ใบหน้าเดียวกัน เช่น Q-Q-Q-Q แล้วมีอีกหนึ่งใบประกอบเป็นไพ่ใบที่ห้า มือแบบนี้ก็แข็งแกร่งมากและชนะมือส่วนใหญ่ได้สบาย ส่วน Full House คือ 3 ใบหน้าเดียวกันบวกกับอีก 2 ใบหน้าเดียวกัน เช่น K-K-K-7-7 หลายคนมือใหม่มักสับสนว่า flush แรงกว่า full house หรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ full house แรงกว่า flush แน่นอน เหตุผลง่ายมากคือมันเกิดยากกว่า และในโป๊กเกอร์ความน่าจะเป็นของการเกิดมือมักสะท้อนความแรงของมือด้วย    อีกคู่คำถามยอดฮิตคือ two pair vs three of a kind ใครแรงกว่ากัน คำตอบคือ Three of a Kind แรงกว่า Two Pair เสมอ หลายคนที่เพิ่งเริ่มเล่นมักคิดว่า two pair ดูเหมือนจะดีกว่าเพราะมีสองคู่ แต่ตามลำดับไพ่โป๊กเกอร์จริง ๆ แล้ว Three of a Kind ยังอยู่สูงกว่า เพราะเป็นมือที่เกิดยากกว่าและมีความแข็งแกร่งทางสถิติมากกว่า ในเกมจริงคุณอาจเห็น Two Pair ที่ดูสวยมาก เช่น A-A-K-K แต่ก็ยังแพ้ Three of a Kind ธรรมดาอย่าง 3-3-3 ได้อยู่ดี การจำลำดับไพ่ไม่ใช่แค่เพื่อรู้ว่ามือไหนชนะ แต่ยังช่วยให้คุณประเมินความเสี่ยงได้ว่าเมื่อคู่ต่อสู้แอ็กชันแรงบนบอร์ดแบบไหน เขามีโอกาสถือมือแข็งแรงจริงหรือเป็นแค่การบลัฟ    คำถามที่เจอบ่อยมากคือทำไม Flush ถึงแรงกว่า Straight ทั้งที่ดูเหมือน Straight จะมีการเรียงและดูยากกว่า คำตอบอยู่ที่ความน่าจะเป็นของมือไพ่โป๊กเกอร์ เพราะ Straight มีรูปแบบเกิดได้มากกว่า Flush เล็กน้อยในเชิงคณิตศาสตร์ ดังนั้น Flush จึงถูกจัดให้แรงกว่า ความจริงข้อนี้สำคัญมากเพราะทำให้เราเข้าใจว่า ranking poker ไม่ได้ตั้งตามความรู้สึกหรือความสวยงามของมือ แต่ตั้งจาก probability poker hands จริงๆ ใครที่เข้าใจตรงนี้จะเลิกสับสนเรื่อง flush vs straight โป๊กเกอร์ ไปได้เยอะ    อีกเรื่องที่ทำให้คนเล่นใหม่งงที่สุดคือ kicker คืออะไร คำนี้หมายถึงไพ่ใบช่วยที่ใช้ตัดสินเมื่อผู้เล่นสองคนมีมือหลักเท่ากัน เช่น ทั้งคู่มี One Pair ของ A เหมือนกัน แต่คนหนึ่งมี K เป็น kicker ส่วนอีกคนมี Q เป็น kicker คนที่ถือ K จะชนะ เพราะไพ่ใบรองของเขาสูงกว่า ตัวอย่างนี้พบได้บ่อยมากในเกมจริง โดยเฉพาะเวลาบอร์ดออกมาเป็นไพ่คู่กลาง ๆ แล้วทุกคนดูเหมือนมีมือคล้ายกัน แต่เมื่อถึงการนับจริง kicker จะเป็นตัวแบ่งชนะหรือแพ้ ดังนั้นเวลาเล่นอย่ามองแค่ว่ามีคู่หรือมีตองอย่างเดียว ต้องมองว่าไพ่ใบอื่นสนับสนุนมือคุณดีแค่ไหนด้วย    ถ้าคุณเพิ่งเริ่มเล่นเท็กซัสโฮลเอ็มหรือเล่นมานานแล้วแต่ยังสับสนเรื่องลำดับไพ่โป๊กเกอร์ บทความนี้จะช่วยให้คุณมองภาพรวมได้ชัดขึ้นแบบครบจบในโพสต์เดียว เพราะในเกมโป๊กเกอร์ สิ่งที่ทำให้ผู้เล่นตัดสินใจได้ดีไม่ใช่แค่การเดาว่าไพ่ตัวเอง “ดูดี” หรือไม่ แต่คือการเข้าใจว่ามือแบบไหนแรงกว่าแบบไหน ไพ่ใบไหนใช้ตัดสินผลในจังหวะเสมอ และสถานการณ์แบบใดควรหมอบ ควรตาม หรือควรดันต่อ หลายคนเล่นมานานแต่ยังตอบไม่ชัดว่า kicker คืออะไร หรือ split pot โป๊กเกอร์ เกิดขึ้นตอนไหน บางคนจำได้แค่ว่าฟลัชแรงกว่าสเตรท แต่ไม่รู้เหตุผลจริง ๆ บทความนี้เลยอยากรวมทุกเรื่องพื้นฐานที่สำคัญ ตั้งแต่ลำดับไพ่เท็กซัส โฮลเอ็ม ไปจนถึงความน่าจะเป็นของมือไพ่ และปิดท้ายด้วยการพูดถึง QQPK แอปโป๊กเกอร์ที่นักโป๊กเกอร์เอเชียหลายคนรู้จักกันครับ    เริ่มจากพื้นฐานที่สุดก่อน ลำดับไพ่เท็กซัสโฮลเอ็มมีทั้งหมด 10 มือ เรียงจากแรงที่สุดไปอ่อนที่สุดตามมาตรฐานสากลคือ Royal Flush, Straight Flush, Four of a Kind, Full House, Flush, Straight, Three of a Kind, Two Pair, One Pair และ High Card หลายคนจำไม่ได้เพราะมีชื่อเยอะ แต่ถ้าคุณจำแนวคิดง่ายๆ ว่า “ยิ่งเกิดยาก ยิ่งแรง” คุณจะเริ่มเห็นภาพทันที เพราะโป๊กเกอร์ไม่ได้ตัดสินจากความรู้สึกว่ามือไหนเท่กว่า แต่ตัดสินจากโอกาสเกิดจริงของไพ่ชุดนั้นในทางคณิตศาสตร์ ยิ่งทำได้ยากยิ่งมีค่ามาก และนี่คือหัวใจของ poker hand ranking ทั้งหมด    Full House คือไพ่สามใบเหมือนหนึ่งชุดกับอีกคู่หนึ่ง เช่น K-K-K-7-7 หลายคนที่เพิ่งเล่นใหม่ๆ มักสับสนว่ามันแรงกว่า Flush หรือไม่ คำตอบคือ Full House แรงกว่า Flush เสมอ เพราะการได้สามใบเหมือนกับอีกคู่หนึ่งเกิดยากกว่าการได้ไพ่ห้าดอกเดียวกัน ถัดมาคือ Flush ซึ่งเป็นไพ่ 5 ใบดอกเดียวกันแต่ไม่จำเป็นต้องเรียง เช่น 2-5-8-J-K โพแดง จากนั้นคือ Straight ที่เป็นไพ่ 5 ใบเรียงกันแต่ดอกไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เช่น 4-5-6-7-8 ต่างดอกก็ได้ มือถัดไปคือ Three of a Kind หรือไพ่สามใบเหมือน เช่น 9-9-9 และต่อมาคือ Two Pair หรือสองคู่ เช่น A-A-8-8-x จากนั้นคือ One Pair หรือหนึ่งคู่ซึ่งพบได้บ่อยมาก และสุดท้ายคือ High Card คือไม่มีชุดใดๆ เลย ต้องวัดกันที่ไพ่สูงสุดเท่าที่มี    เมื่อเริ่มจริงจังขึ้น คุณจะได้ยินคำว่า board texture poker บ่อยมาก ซึ่งหมายถึงลักษณะของบอร์ดว่าเชื่อมกันมากไหม มีดอกเดียวกันเยอะไหม มีโอกาสตรงหรือฟลัชมากน้อยแค่ไหน สิ่งนี้ส่งผลต่อ starting hand equity และกลยุทธ์การเล่นอย่างมาก คนที่เข้าใจ texture จะอ่านเกมได้เหนือกว่าคนที่ดูแค่ไพ่ของตัวเอง และถ้าคุณไปต่อระดับสูงขึ้น ก็จะเริ่มแตะเรื่อง GTO poker strategy ซึ่งเป็นแนวคิดการเล่นที่บาลานซ์และยากต่อการ exploit    สุดท้ายนี้ ถ้าจะจำลำดับไพ่เท็กซัสโฮลเอ็มแบบง่ายที่สุด ให้จำเพียงว่าอะไรเกิดยากกว่ามักแรงกว่า และให้จำ 10 มือหลักให้ขึ้นใจคือ Royal Flush, Straight Flush, Four of a Kind, Full House, Flush, Straight, Three of a Kind, Two Pair, One Pair และ High Card พอคุณเข้าใจ kicker เข้าใจ split pot เข้าใจ outs และ pot odds แล้ว เกมจะไม่ได้ดูมั่วเหมือนเดิมอีกต่อไป คุณจะเริ่มเห็นว่าทำไมบางครั้งต้อง fold มือที่ดูสวย และทำไมบางครั้งมือธรรมดากลับควร call ได้ การเล่นโป๊กเกอร์ให้เก่งไม่ใช่แค่จำไพ่ให้ครบ แต่ต้องเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจด้วย และเมื่อพื้นฐานแน่นแล้ว ไม่ว่าคุณจะเล่นสดหรือเล่นออนไลน์ คุณก็จะอ่านเกมได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการลงสนามครั้งแรกหรือการกลับมาเล่นอีกครั้งแบบมั่นใจขึ้นกว่าเดิม

Not Found

Apologies, but no results were found for the requested archive. Perhaps searching will help find a related post.